สถิติรายงานการประเมินตนเอง ปีการศึกษา 2560 เผย บัณฑิตมีเกณฑ์ได้งานทำมากขึ้น รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต ชี้ นิสิต ม.บูรพา เร่งปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดและต้องทำงานร่วมกับผู้อื่นให้ได้ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ แนะ บัณฑิตต้องพร้อมสู้งาน ทักษะด้านทัศนคติเป็นสิ่งสำคัญ

 

จากข้อมูลสถิติรายงานการประเมินตนเอง Self – Assessment report (SAR)  ปีการศึกษา 2560 ของมหาวิทยาลัยบูรพา ต.แสนสุข อ.เมือง จ. ชลบุรี พบว่าค่าเฉลี่ยการได้งานทำของบัณฑิตระดับปริญญาตรีเพิ่มขึ้น โดยในปีการศึกษา 2559 มีบัณฑิตระดับปริญญาตรีที่สำเร็จการศึกษา จำนวน 8,600 คน มีบัณฑิตที่ตอบแบบสำรวจภาวะการได้งานทำทั้งสิ้น 8,272 คน คิดเป็นร้อยละ 96.19 จากการสำรวจพบว่า บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาได้งานทำหรือประกอบอาชีพอิสระ ภายในระยะเวลา 1 ปี จำนวน 6,357 คน คิดเป็นร้อยละ 76.85 ยังไม่ได้งานทำ จำนวน 1,590 คน คิดเป็นร้อยละ 19.22 และกำศึกษาต่อ จำนวน 325 คน คิดเป็นร้อยละ 3.93 เปรียบเทียบกับปีการศึกษา 2558 มีบัณฑิตระดับปริญญาตรีที่สำเร็จการศึกษา จำนวน 9,000 คน มีบัณฑิตที่ตอบแบบสำรวจภาวะการได้งานทำทั้งสิ้น 8,720 คน คิดเป็นร้อยละ 96.89 จากการสำรวจพบว่า บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาได้งานทำหรือประกอบอาชีพอิสระ ภายในระยะเวลา  1 ปี มีจำนวนทั้งสิ้น 6,616 คน คิดเป็นร้อยละ 75.88 ยังไม่ได้งานทำ จำนวนทั้งสิ้น 1,694 คน คิดเป็นร้อยละ 19.4 และกำลังศึกษาต่อจำนวนทั้งสิ้น 411 คน คิดเป็นร้อยละ 4.72

 

 

ดร.ชัยณรงค์ ศรีมันตะ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า ลักษณะปรากฏการณ์ดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย ฝั่งอาเซียนก็พูดถึงประเด็นนี้เหมือนกัน ถามว่าทางคณะมีแนวทางหรือหนทางที่จะแก้ไขปัญหาอย่างไร ประเด็นนี้คงไม่ใช่แค่เรื่องของคณะที่จะต้องทำ  ทางมหาวิทยาลัยก็ได้ตระหนักถึงและมีการพูดถึงเรื่องนี้ว่า การทำหลักสูตรในอนาคตที่จะรองรับให้บัณฑิตมีงานทำต้องมีการปรับอย่างไร ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ปัญหาภาพรวมของมหาวิทยาลัย

 

ดร.ชัยณรงค์ กล่าวต่อว่า ภาวะบัณฑิตไม่มีงานทำอาจเกิดจากอัตราจ้างงานที่จะมารองรับในอาชีพนั้น ๆ มีจำนวนจำกัด  การเลือกงานทำของบัณฑิต และการขาดความรู้ในสายงาน จากสาเหตุดังกล่าว ต้องดูว่าปัจจัยการที่บัณฑิตไม่มีงานทำเกิดจากอะไร การปรับหลักสูตรการเรียนการสอนจะทำอย่างไรที่ไม่ให้ผู้เรียนมุ่งหวังว่าจะต้องไปทำงานที่เขามีให้อยู่แล้วเท่านั้น แต่สามารถสร้างงานหรือทำงานอิสระขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง ทั้งนี้ต้องดูความเป็นไปของตลาดภายนอกด้วย

 

รองคณบดีฝ่ายวิชาการ กล่าวต่ออีกว่า ยุคนี้เป็นยุคที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เพราะฉะนั้น นิสิตที่กำลังจะจบไปต้องพร้อมเรียนรู้สู้งาน ถึงจะไม่ได้งานที่ถูกใจในเบื้องต้น แต่อยากให้เรียนรู้และทำไปก่อน คนรุ่นใหม่ต้องใส่ใจเรื่องเทคโนโลยีกับเรื่องภาษา ความสามารถด้านคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำได้ อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ คือ ทัศนคติ เพราะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้คนไม่มีงานทำหรือทำไปแล้วเลือกออกจากงาน อยากให้มีทักษะทางสังคมนอกจากทักษะทางความรู้ พร้อมเปิดใจที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดชีวิต เพราะการเรียนในมหาวิทยาลัยเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

 

เสถียร ปุรณะวิทย์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า ในสถานการณ์โลกปัจจุบันที่มีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ใครปรับตัวไม่ทัน สร้างทักษะความสามารถในการทำงานของตนเองได้ไม่ดี อีกทั้งไม่สามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้ โอกาสที่จะได้งานทำจะยิ่งน้อยลง สาเหตุหนึ่งที่ทำให้บัณฑิตเราได้งานน้อยลงเพราะว่า แม้แต่คนที่ทำงานอยู่ตามสถานประกอบการณ์ต่าง ๆ ก็มีนโยบายที่จะลดคนลง เนื่องจากใช้ระบบของไอทีเข้ามาช่วยงานมากขึ้น

 

เสถียร กล่าวต่อว่า การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีเปลี่ยนรูปแบบการทำงานแบบเดิม เนื่องจากเทคโนโลยีเข้ามาแทนการทำงานของคน ส่งผลให้ตลาดแรงงานมีความต้องการลดลง การทำงานที่ต้องไปประสานสัมพันธ์กับคนอื่นจะน้อยลง ส่วนใหญ่จะใช้ระบบไอทีทั้งหมด สิ่งที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่ว่าบัณฑิตเราด้อยคุณภาพ แต่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีการพัฒนาอย่างรวดเร็วทำให้บัณฑิตต้องปรับตัวให้ทัน ดังนั้น บัณฑิตที่จบไปจะต้องเหมือนรถป้ายแดงที่พร้อมขับเคลื่อนได้เลย

 

รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต กล่าวต่ออีกว่า ทางกองกิจการนิสิตและมหาวิทยาลัยไม่ได้นิ่งดูดาย ในวันที่ 15 พฤศจิกายน จะทำโครงการจิตอาสาให้นิสิตรู้สึกทำงานร่วมกับสังคมได้  นอกจากนี้ทางกองกิจการนิสิตกำลังจะจัดให้มีการสัมมนานิสิตเกี่ยวกับวิธีการให้สัมภาษณ์สมัครงาน การสร้างความมั่นใจและพัฒนาบุคลิกภาพ วิธีการเขียนเอกสารสรุปข้อมูลส่วนตัว (Resume), แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) อย่างไรให้น่าสนใจ   หลังจากจบงานสัมมนาจะมีการจัดงาน จ๊อบแฟร์ (Job Fair) เพื่อให้นิสิตที่กำลังจะจบการศึกษานำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาใช้ในการสมัครงาน ทั้งนี้ บัณฑิตที่จบไปแล้วก็สามารถเข้ามาดูได้

 

นาตยา ไวยะกูล บัณฑิตสาขาวิชาปกครองท้องถิ่น คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า ตนใช้เวลาในการหางานอยู่ 2 ปี การหางานทำเป็นเรื่องยาก ตนส่งใบสมัครไปหลายที่แต่ไม่มีการตอบกลับมา ตนเคยไปสัมภาษณ์งานครั้งหนึ่ง ในตอนนั้นเจอบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยดัง ๆ เช่น จุฬา มหิดล ซึ่งเราต้องแข่งกับคนกลุ่มนี้ สุดท้ายแล้วตนก็แพ้เขาและไม่ได้งาน  ตอนแรกก็ท้อใจ แต่แม่ก็คอยปลอบว่าไม่เป็นไรให้หาไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ได้เอง

 

บัณฑิตา พละทรัพย์ บัณฑิตสาขาวิชาสุขศาสตร์อุตสาหกรรมและความปลอดภัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า ตั้งแต่จบไปหางานค่อนข้างยาก เนื่องจากสาธารณสุขไม่มีใบประกอบวิชาชีพให้เหมือนสาขาอื่น ๆ ในสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ โรงพยาบาลบางที่เปิดรับสาธารณสุข 3 ตำแหน่ง แต่คนมาสมัครมี 100 กว่าคน ทำให้ต้องแย่งงานกัน แสดงให้เห็นว่าจำนวนคนที่จบมามีมากเกินกว่าตำแหน่งงานที่เปิดรับ แต่ไม่เคยท้อเพราะว่าถ้าเราตั้งใจสักวันก็จะได้เอง

 

ธนกร แจ่มสุธี บัณฑิตสาขาวิชานิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า การหางานนั้นยาก เพราะ มีคนจบมาจากสาขานี้เป็นจำนวนมาก เวลามีเปิดสอบต่าง ๆ คนจะแห่กันไปสมัคร ทำให้ต้องแย่งงานกัน แต่ส่วนตัวมองว่าถ้าเราตั้งใจ มีความขวนขวาย ความพยายาม ยังไงก็น่าจะหางานได้ ถ้าไม่มีความพยายาม ต่อให้เรียนสาขาอื่นก็หางานยากเหมือนกัน ระหว่างที่หางานก็อยากให้หาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับภาษาที่ 2 และ 3 เนื่องจากจะทำให้มีโอกาสเพิ่มมากขึ้น หรือ สามารถต่อยอดไปสายงานอื่นได้

 

    © COCONEWS JR14. ALL RIGHTS RESERVED

    Free Joomla! template by L.THEME | Documentation