Twitter

สถานพินิจจังหวัดชลบุรี เผย เด็กและเยาวชน อายุ 10 - 18 ปี ยังคงกระทำความผิดสูงเป็นอันดับ 1 ของภาคตะวันออก ส่งผลให้งบประมาณไม่เพียงพอ จึงเร่งส่งเสริมการบำบัดเพื่อไม่ให้กระทำความผิดซ้ำ 

          จากรายงานผลสถิติคดีประจำปี 2557 ของกรมพินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชน โดยรวบรวมจำนวนคดีเด็กและเยาวชนจากสถานพินิจทั่วประเทศ พบว่า จังหวัดชลบุรีมีอัตราการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนเป็นอันดับ 1 ในภาคตะวันออก จำนวน 1,008 คดี ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมาก

          นายชัยนรินทร์ จันทร์เอี่ยม ผู้อำนวยการสถานพินิจ จ.ชลบุรี กล่าวว่า สาเหตุที่จังหวัดชลบุรีมีสถิติเด็กกระทำผิดสูง เพราะเป็นพื้นที่ใหญ่กว่าจังหวัดอื่นในภาคตะวันออก รวมถึงเป็นเมืองท่องเที่ยว เขตอุตสาหกรรม มีการย้ายถิ่นฐานของครอบครัวแรงงานเข้ามาอาศัยอยู่จำนวนมาก ทั้งมาจากจังหวัดอื่นและมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทางสถานพินิจไม่ได้ดูแลแค่เด็กในประเทศ แต่ยังดูแลเด็กต่างประเทศที่กระทำความผิดอีกด้วย โดยก่อนปี พ.ศ. 2556 เป็นเรื่องยาเสพติด หลังจากนั้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 - ปัจจุบัน เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็น ลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งคดีที่ร้ายแรงที่สุดที่เด็กกระทำความผิดคือ ฆ่าคนตาย หรือทำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต แต่กลับมีจำนวนเปอร์เซ็นต์น้อยกว่าการกระทำความผิดอื่นๆ เมื่อวัดตามตัวเลขจำนวนการกระทำความผิดของเด็กลดลงไปมาก โดยสถิติคดีอาญาแยกตามความผิด ของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดชลบุรี ปีพ.ศ. 2556 มีทั้งสิ้น 1,137 คดี ปี พ.ศ. 2557 มีทั้งสิ้น 1,008 คดี และปี พ.ศ. 2558 มีทั้งสิ้น 793 คดี 

          ผู้อำนวยการสถานพินิจ กล่าวด้วยว่า มาตรการการดูแลเด็กถือได้ว่าเป็นมาตรฐานตามสหประชาชาติ เด็กสามารถได้สิทธิขั้นพื้นฐานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น อาหาร 3 มื้อ เสื้อผ้า การจัดหน่วยการเรียนการศึกษาให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาทั้งสายอาชีพและสามัญ ทางสถานพินิจจะเน้นการดูแลเรื่องอาชีพและคิดว่าถ้าเด็กมีอาชีพหรือไปเรียนต่อ โอกาสที่เด็กจะกระทำความผิดซ้ำจะน้อยลง ในด้านอาชีพทางสถานพินิจได้จัดทำหลักสูตรขึ้นเอง และมีใบประกาศนียบัตรให้หลังจากจบหลักสูตร โดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน. จะเป็นหน่วยงานรับรองการจบ ซึ่งมีเกณฑ์การศึกษาไม่เกิน 100 ชั่วโมง 

          นายชัยนรินทร์ กล่าวอีกว่า ทางสถานพินิจกำลังคิดหาวิธีการบำบัดไม่ให้เด็กกระทำความผิดซ้ำจนกลับเข้ามาที่สถานพินิจอีก โดยวิธีการบำบัดนั้นมีหลายเรื่อง หากเด็กคนไหนเล่นกีฬาดีก็จะส่งเสริมไประดับชาติ มีชมรม to be number one ที่ให้เด็กแสดงความสามารถ ทั้งแกะสลักกระจก ทำของชำร่วย เป็นต้น มีทั้งคุณธรรมจริยธรรมโดยให้เด็กฝึกให้สวดมนต์ทุกวัน รวมทั้งการคัดเลือกตัวแทนเพื่อไปแข่งขันในโครงการต่างๆ อีกทั้งยังมีเครือข่ายต่างๆ ที่เข้ามาจัดกิจกรรมดูแลเด็ก นอกจากเรื่องการดูแลเด็กในสถานพินิจก็ยังมีคลินิกให้คำปรึกษาเด็กและครอบครัวอบอุ่นสำหรับให้ผู้ที่มีปัญหาด้านพฤติกรรมเด็ก ปัญหาครอบครัว ปัญหาทางกฎหมายมาใช้บริการฟรีอีกด้วย

          “อย่างไรก็ตามทางสถานพินิจกลับมีปัญหาในเรื่องของงบประมาณ แม้ว่าจะได้งบประมาณจากรัฐบาลมา แต่ก็ไม่พอกับเด็ก เพราะเด็กและเยาวชนที่ต้องมาอยู่ในสถานพินิจ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ อยากให้เข้าใจและคำนึงถึงงบประมาณของสถานพินิจ จึงทำให้ทางสถานพินิจได้จัดทำ “โครงการหนึ่งการให้ได้สองเท่า” ขึ้น เพื่อนำมาสมทบกับงบประมาณที่ทางสถานพินิจต้องใช้นั้นเอง” นายชัยนรินทร์ กล่าว

          นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.ชลบุรี กล่าวว่า เนื่องจากจังหวัดชลบุรีไม่เหมือนกับจังหวัดอื่น เป็นทั้งเมืองท่องเที่ยว เมืองอุตสาหกรรม เมืองเกษตร และเป็นเมืองการศึกษา ทุกอย่างรวมกันหมด อีกทั้งยังเป็นจังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชามากที่สุดในประเทศไทย เพราะฉะนั้นทุกอย่างจะมารวมอยู่ที่นี่ สิ่งที่ตามมาคือการย้ายเข้ามาอยู่กันทั้งครอบครัว จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สถิติเพิ่มขึ้น เพราะความเจริญจะพ่วงมาด้วยปัญหาสังคมเสมอ โดยเฉพาะการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชน

          นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ กล่าวอีกว่า ในส่วนนี้มีกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และมีกรมที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนโดยตรง เรียกว่า กรมกิจการเด็กและเยาวชน ที่ดูแลทั้งโครงการป้องกัน โครงการแก้ปัญหาและพัฒนา เพื่อปลูกจิตสำนึกแก่เด็กและเยาวชน แต่บางครั้งก็ทำไม่ได้ เพราะส่วนหนึ่งไม่ได้รับความร่วมมือจากแต่ละครอบครัว ดังนั้นจึงพยายามใช้ทุกอย่างทั้งกฎหมาย มาตรการและกลไกลขับเคลื่อนในระดับจังหวัด ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคพัฒนาสังคม แต่ที่สำคัญคือภาคท้องถิ่นเพราะใกล้ชิดกับตัวชุมชนและครอบครัวมากที่สุด นอกจากสถานพินิจแล้วยังมีโรงเรียน สถานศึกษา กลุ่ม NGOs และองค์กรเอกชนต่างๆ ที่สำคัญ ซึ่งส่วนมากเราจะแก้ไขในเรื่องยาเสพติด ความรุนแรง และเรื่องเพศ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญ

          เยาวชนรายหนึ่งที่กระทำความผิดฐานมียาเสพติดไว้ในครอบครองและความผิดฐานพกพาอาวุธปืน เผยว่า เคยเข้าไปอยู่สถานพินิจประมาณ 1 ปี 3 เดือน ช่วงแรกรับ 3 เดือน เข้าแดน 1 ปีเต็มไม่มีอภัยโทษ ซึ่งปัจจุบันรับราชการทหารเรือยศจ่าตรี เพิ่งติดเดือนพฤศจิกายนต้นเดือน สังคมหลังจากออกมาก็ดีขึ้น แต่สังคมในนั้นมีความลำบากพอสมควรแต่ไม่ถึงขั้นที่ทนไม่ได้ เพราะมีหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้ในการเอาตัวรอดมากมาย และสิ่งที่ทำให้กลับตัวกลับใจเปลี่ยนตัวเองใหม่ คือ แม่ เพราะทุกสิ่งที่ทำแค่ต้องการให้ท่านภูมิใจในตัวลูกชายคนนี้บ้าง จึงคิดที่จะเริ่มใหม่

          “ฝากถึงทุกคนที่กำลังก้าวไปในทางที่ผิด ไม่มีทางไหนที่จะนำมาซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตได้ มีแต่เส้นทางของชีวิตที่เราดำเนินอยู่เป็นปกติ ไม่เห็นจะต้องอยากมีอยากได้อย่างคนอื่น เราไม่ต้องขวนขวายที่จะสุขสบายถ้ายังไม่ถึงเวลา วันนี้แค่เรารู้จุดยืนของตัวเอง รู้หน้าที่ รู้การดำรงชีวิต เส้นทางของชีวิตจะตอบตัวเราเองว่า เราถนัดด้านไหน ทางไหน เราถึงจะเลือกทางนั้นได้ถูกต้อง และจะได้ไม่เลือกก้าวไปในทางที่ผิด และสิ่งผิดกฎหมายทุกๆ อย่าง วันนี้ใครรู้ตัวว่า กำลังทำผิดกฎหมายอยู่นั้น ขอให้ทุกคนจงระลึกอยู่เสมอว่า ยังมีคนที่ยังอยู่ข้างหลัง ยังมีคนที่เรารัก และเขารักเรามากๆ รออยู่ จงกลับตัวกลับใจตั้งแต่วันนี้ และตอบแทนคนที่รักคุณ คนที่อยู่เคียงข้างคุณตลอดมา ก่อนที่คุณจะไม่มีโอกาสแม้แต่พูดคำว่าขอโทษ และสำนึกผิดในการกระทำทั้งหมดที่ผ่านมา” เยาวชนที่กระทำความผิดที่เคยเข้าสถานพินิจ กล่าว

          เยาวชนรายหนึ่งที่กระทำความผิดฐานมียาเสพติดไว้ในครอบครอง เผยว่า ตนติดคุก 6 ปี ปัจจุบันคอยให้ความรู้สอนชาวบ้าน ทำสวนทำไร่  หลังจากออกจากคุกมา ก็ดีขึ้นเลิกข้องเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด คนส่วนใหญ่ก็คอยช่วยเหลือไม่มองว่าเป็นพวกขี้คุก แต่ก็มีบ้างที่มองด้วยสายตาดูถูก รังเกียจ แต่ก็ไม่สนใจ เราเริ่มต้นใหม่ได้ ทำไร่ทำสวนเพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว ไม่ได้ไปขอใครกิน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ตอนอยู่ในคุกก็ลำบาก มีทั้งโดนทำร้ายร่างกาย ต้องคอยอยู่เงียบๆ ไม่ให้อยู่ในสายตาพวกที่คุมอยู่ในนั้น แต่ก็ไม่ถึงกับเลวร้ายมากนัก สาเหตุที่ติดคุกคือ มียาบ้าในครอบครอง ที่ทำไปเพราะช่วงนั้นร้อนเงินมาก และคิดว่าทำแค่ครั้งสองครั้งคงไม่เป็นไร เดี๋ยวมีเงินก็เลิก แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นเพราะยิ่งทำไปยิ่งถอนตัวออกมายาก ทำไปจนเป็นเรื่องปกติ  ที่กลับตัวได้เพราะครอบครัว สงสารลูกและภรรยาที่ต้องมาลำบากเดือดร้อนเพราะตน 

          “ไม่อยากให้เด็กรุ่นหลังไปยุ่งกับพวกยาอันตรายพวกนี้ หรือพวกอะไรที่มันไม่ดี ที่ผิดกฎหมาย ถ้าได้ลองเข้าไปยุ่งแล้วมันถอยออกมายาก แล้วเมื่อเข้าไปติดคุก ไม่ใช่แค่ตัวเราที่เดือดร้อน ทั้งครอบครัวก็เดือดร้อน ต่อให้เราพ้นโทษออกมา สายตาคนอื่นที่มองเราจะมีแต่รังเกียจ จะทำอะไร จะหางานทำก็ยาก เพราะเค้าจะมองว่าเราเป็นพวกขี้คุก เพราะอย่างนี้จึงเลือกเดินใหม่ในทางที่ดี ทำแต่สิ่งดีอะไรไม่ดีก็อย่าไปเข้าใกล้มัน เพื่ออนาคต เพื่อครอบครัว” เยาวชนที่กระทำความผิดที่เคยติดคุก กล่าว

 

Notice: Undefined property: stdClass::$cmc_cat in /home/coconews/domains/coconews.in.th/public_html/modules/mod_junewsultra/helper/com_content.php on line 492 Notice: Undefined property: stdClass::$cmc_cat in /home/coconews/domains/coconews.in.th/public_html/modules/mod_junewsultra/helper/com_content.php on line 492 Notice: Undefined property: stdClass::$cmc_cat in /home/coconews/domains/coconews.in.th/public_html/modules/mod_junewsultra/helper/com_content.php on line 492